ห้องเรียนโปรแกรม

ภาษา C

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนภาษา C เบื้องต้น บทเรียนนี้จะแนะนำให้คุณรู้จักกับภาษา C และโครงสร้างพื้นฐานทางภาษา เช่น ตัวแปร ตัวดำเนินการ Input-Output คำสั่งในการควบคุมโปรแกรม ฟังก์ชัน อาเรย์ และอื่นๆ มันมีตัวอย่างจำนวนมากที่จะช่วยให้คุณเข้าใจได้ง่ายและอย่างรวดเร็ว และคำอธิบายการทำงานของโปรแกรมในแต่ละบท

ภาษา C เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป เป็นภาษาที่มีความจำเป็นมาก มันสนับสนุนการเขียนโปรแกรมที่มีโครงสร้าง การกำหนดขอบเขตของตัวแปร และการเรียกใช้ตัวเอง (Recusion) และมันเป็นภาษาที่อยู่ในระดับต่ำ (Low level) นั่นคือ มันเป็นภาษาที่สามารถทำงานได้ดีในระดับของฮาร์ดแวร์ ภาษา C เป็นสามารถที่ออกแบบมาให้สามารถที่จะทำงานกับคำสั่งพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นมันจึงถูกพบบ่อยในการใช้สร้างแอพพลิเคชันในสมัยก่อนที่เขียนโดยภาษาแอสเซมบลี รวมถึงระบบประฏิบัติการ เช่นเดียวกันกับซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับคอมพิวเตอร์ ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และระบบฝังตัว

ภาษา C นั้นถูกพัฒนาครั้งแรกโดย Dennis Ritchie ในระหว่างปี 1969 และ 1973 ที่ Bell Labs และใช้สำหรับพัฒนาและปรับปรุงระบบปฏิการ Unix ใหม่ ตั้งแต่นั้นมันได้มาเป็นภาษาที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางมากที่สุดตลอดเวลา ที่มากับ C คอมไพเลอร์จากบริษัทพัฒนาต่างๆ สำหรับพัฒนาในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ภาษา C ได้ถูกกำหนดมาตฐานโดย American National Standards Institute (ANSI) ตั้งแต่ปี 1989 และ International Organization for Standardization (ISO) ในเวลาต่อมา

โลโก้ในหน้าปกของหนังสือเขียนโปรแกรมภาษา C ครั้งแรกโดย Brian Kernighan และ Dennis Ritchie

ภาษา C เป็นภาษาที่มีรูปแบบการเขียนโปรแกรมเป็นแบบลำดับ (Imperative procedural) ให้ถูกออกแบบให้คอมไพล์อย่างตรงไปตรงมากับคอมไพเลอร์ที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเข้าถึงการจัดการหน่วยความจำในระดับต่ำ และทำให้โครงสร้างของภาษาเชื่อมโยงกับคำสั่งการทำงานของคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาษา C จึงมีประโยชน์กับการพัฒนาแอพพลิเคชันที่เคยเขียนโดยภาษา Assembly ยกตัวอย่าง เช่น โปรแกรมระบบ

ถึงแม้ว่าภาษา C มีความสามารถใน Low-level แต่มันยังถูกออกแบบเพื่อช่วยให้สามารถเขียนโปรแกรมแบบ Cross-platform โค้ดของโปรแกรมที่เขียนขึ้นจากมาตรฐานของภาษา C นั้นสามารถนำไปคอมไพล์ได้ในคอมพิวเตอร์ในแพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติการที่หลากหลายโดยเพียงแค่เปลี่ยนแปลงโค้ดเพียงเล็กน้อย ภาษา C นั้นสามารถใช้ได้อย่างกว้างขวางในแพลตฟอร์มขนาดต่างๆ ตั้งแต่ Embedded microcontrollers ไปจนถึง Supercomputer

หลังจากคุณเรียนจบบทเรียนนี้ คุณจะเข้าใจพื้นฐานและโครงสร้างของภาษา C ได้ดีขึ้นอ รวมถึงแนวคิดและวิธีในการเขียนโปรแกรม และสามารถสร้างโปรแกรมอย่างง่ายไปจนถึงโปรแกรมที่มีความซับซ้อนได้ โดยคุณสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนโปรแกรมภาษาอื่นอีกหลายๆ ภาษาได้ เพราะว่าภาษาส่วนมากนั้นสร้างมากจากภาษา C เช่น ภาษา C++ ภาษา Java และภาษา PHP ดังนั้น ในการที่คุณเริ่มต้นเรียนรู้จากภาษา C คุณจะได้เปรียบมากกว่า และมันจะง่ายสำหรับคุณในการเขียนรู้การเขียนโปรแกรมในภาษาอื่นต่อไป

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา C
  2. โครงสร้างของโปรแกรม
  3. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  4. ค่าคงที่
  5. ตัวดำเนินการ
  6. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  7. คำสั่งควบคุม
  8. ฟังก์ชัน
  9. อาเรย์
  10. พอยน์เตอร์
  11. โครงสร้างข้อมูล
  12. Other data types
  13. Type conversions
  14. Preprocessor directives
  15. Input/output with files

ภาษา Python

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมในภาษา Python ในพื้นฐานจนถึงระดับสูง เราจะสอนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมภาษา Python ในเบื้องต้น โครงสร้างของภาษา ตัวแปรและประเภทข้อมูล ตัวดำเนินการ อาเรย์และฟังก์ชัน และนอกจากนี้เรายังครอบคลุมการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP) ในภาษา Python บทเรียนของเราจะเป็นการเขียนโปรแกรมบน Console และเป็นแบบ Interactive shell เป็นส่วนมากและเราใช้ Python เวอร์ชัน 3 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดซึ่งจะมีบางอย่างที่แตกต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้า ในบทเรียนมีตัวอย่างและคำอธิบายเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจในหลักของภาษา Python มากขึ้น

Python เป็นภาษาเขียนโปรแกรมระดับสูงที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการเขียนโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไป ภาษา Python นั้นสร้างโดย Guido van Rossum และถูกเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1991 Python นั้นเป็นภาษาแบบ interprete ที่ถูกออกแบบโดยมีปรัญชาที่จะทำให้โค้ดอ่านได้ง่ายขึ้น และโครงสร้างของภาษานั้นจะทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าใจแนวคิดการเขียนโค้ดโดยใช้บรรทัดที่น้อยลงกว่าภาษาอย่าง C++ และ Java ซึ่งภาษานั้นถูกกำหนดให้มีโครงสร้างที่ตั้งใจให้การเขียนโค้ดเข้าใจง่ายทั้งในโปรแกรมเล็กไปจนถึงโปรแกรมขนาดใหญ่

Python นั้นมีคุณสมบัติเป็นภาษาเขียนโปรแกรมแบบไดนามิกส์และมีระบบการจัดการหน่วยความจำอัตโนมัติและสนับสนุนการเขียนโปรแกรมหลายรูปแบบ ที่ประกอบไปด้วย การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ imperative การเขียนโปรแกรมแบบฟังก์ชัน และการเขียนโปรแกรมแบบขั้นตอน มันมีไลบรารี่ที่ครอบคลุมการทำงานอย่างหลากหลาย ตัวแปรในภาษา Python นั้นมีให้ใช้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้โค้ดของภาษา Python สามารถรันในระบบต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง CPython นั้นเป็นการพัฒนาในขั้นตั้นของ Python ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบ open source และมีชุมชนสำหรับเป็นต้นแบบในการพัฒนา เนื่องจากมันได้มีการนำไปพัฒนากระจายไปอย่างหลากหลาย CPython นั้นจึงถูกจัดการโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Python Software Foundation

Python's logo

ภาษา Python นั้นกำเนิดขึ้นในปลายปี 1980 และการพัฒนาของมันนั้นเริ่มต้นใน December 1989 โดย Guido van Rossum ที่ Centrum Wiskunde & Informatica (CWI) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เนื่องในผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างภาษา ABC ที่มีความสามารถสำหรับการ exception handling และการติดต่อผสานกับระบบปฏิบัติการ Amoeba ซึ่ง Van Rossum นั้นเป็นผู้เขียนหลักการของภาษา Python และเขาทำหน้าเป็นกลางในการตัดสินใจสำหรับทิศทางการพัฒนาของภาษา Python

หลังจากคุณได้เสร็จสิ้นบทเรียนของภาษา Python นี้ คุณจะรู้จักกับภาษา Python และโครงสร้างของภาษา และคุณจะสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python ตั้งแต่การสร้างแอพพลิเคชันอย่างง่ายไปจนถึงโปรแกรมการคำนวณที่ซับซ้อน และเข้าใจหลักกการสำคัญในการเขียนโปรแกรมทั้งในพื้นฐานทั้งหมดและในขั้นสูงที่เป็นการเขียนโปรแกรมแบบเชิงวัตถุ เราจะพาคุณติดตั้งภาษา Python และแนะนำให้คุณรู้จักกับเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมอย่างเช่น IDLE ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้คุณสามารถนำไปพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมภาษา Python ของคุณในขั้นสูงต่อไป เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ การสร้างเกม ฐานข้อมูล เน็ตเวิร์ค การจัดการกราฟฟิค เป็นต้น

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา Python
  2. การติดตั้งภาษา Python
  3. โครงสร้างของภาษา Python
  4. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  5. การรับค่าและการแสดงผล
  6. ตัวดำเนินการ
  7. คำสั่งเลือกเงื่อนไข
  8. คำสั่งวนซ้ำ
  9. ฟังก์ชัน
  10. String
  11. String methods
  12. Lists
  13. List methods
  14. Tuples
  15. Dictionary
  16. Type conversions
  17. Modules
  18. Input/output with files
  19. Exceptions
  20. คลาสและออบเจ็ค
  21. Inheritance
  22. Threads

ภาษา C++

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนเกี่ยวกับภาษา C++ เราจะแนะนำคุณให้รู้จักกับภาษา C++ และโครงสร้างพื้นฐานของภาษา เช่น ตัวแปร ตัวดำเนินการ อาเรย์ คำสั่งควบคุม โครงสร้างข้อมูล พอยน์เตอร์ และอื่นๆ นอกจากนี้เรายังจะพูดถึงการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของการเขียนโปรแกรมขั้นสูงที่สนับสนุนในภาษา C++ อย่างเต็มรูปแบบ

ภาษา C++ เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป ซึ่งสามารถเขียนโปรแกรมได้ทั้งแบบออบเจ็ค และการเขียนแบบปกติทั่วไป และยังมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการจัดการและเข้าถึงระดับหน่วยความจำ นอกจากนี้มันยังถูกนำไปใช้ในการเขียนโปรแกรมแบบต่างๆ มากมาย เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบฝังตัว (Embedded) เว็บเซิร์ฟเวอร์ การพัฒนาเกม และแอพพลิเคชันที่ต้องการประสิทธิภาพอย่างสูง

ภาษา C++ เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาในการเขียนโปรแกรมระบบ ซึ่งมีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการออกแบบโปรแกรมสูง C++ เป็นภาษาที่ต้องคอมไพล์ก่อนที่จะนำไปใช้งาน ซึ่งสามารถพัฒนาได้ในหลายๆ แพลตฟอร์ม ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยองค์กรต่างๆ ที่ประกอบไปด้วย Free Software Foundation (FSF’s GCC) LLVM Microsoft Intel และ IBM

ภาษา C++

C++ นั้นถูกกำหนดให้เป็นภาษาที่เป็นมาตรฐานโดย International Organization for Standardization (ISO) ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดนั้นเผยแพร่ในธันวาคม 2014 คือ ISO/IEC 14882:2014 หรือที่รู้จักกันในชื่อของ C++14 โดยที่ภาษา C++ ได้เริ่มกำหนดมาตราฐานครั้งแรกในปี 1998 คือ ISO/IEC 14882:1998 ภาษา C++ ถูกพัฒนาโดย Bjarne Stroustrup ที่ Bell Labs ตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งในตอนแรกเป็นส่วนขยายของภาษา C โดยที่เขาต้องการที่จะพัฒนาภาษาที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นเหมือนกับภาษา C และยังมีคุณสมบัติใหม่ที่สูงกว่าสำหรับพัฒนาโปรแกรม

Bjarne Stroustrup นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวเดนมาร์ก ได้สร้างภาษา C++ ขึ้นในปี 1979 โดยเขาเริ่มจาก “C with Classes” ซึ่งเป็นภาษาก่อนหน้าของภาษา C++ แรงจูงใจสำหรับการสร้างภาษาใหม่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรมสำหรับงานวิจัยในการศึกษาระดับปริญญาเอกของเขา ในขณะที่ Stroustrup เริ่มต้นการทำงานที่ AT&T Bell Labs เขามีปัญหาในการวิเคราะห์ UNIX kernel ซึ่งเกี่ยวกับ distributed computing จากการจดจำในประสบการณ์ปริญญาเอกของเขา Stroustrup ตั้งใจว่าจะเพิ่มความสามารถให้ภาษา C กับคุณสมบัติที่เหมือนภาษา Simula เขาเลือกภาษา C เพราะว่ามันเป็นภาษาเขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป ที่ทำงานเร็ว สะดวกใช้งานง่ายและใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งในปี 2011 มาตฐานของ C++11 ได้ถูกเผยแพร่ โดยการเพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้ามามากมาย รวมทั้งการเพิ่มเติมขนาดของไลบรารี่มาตรฐาน และให้ความสะดวกแก่โปรแกรมเมอร์ภาษา C++ เป็นอย่างมาก

หลังจากบทเรียนนี้เสร็จสิ้น คุณจะเข้าใจและสามารถสร้างแอพพลิเคชันของคุณเอง เพราะว่าภาษา C++ เป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การกำเนิดภาษาอื่นๆ และเป็นภาษาที่พัฒนามาจากภาษา C การเริ่มต้นเรียนรู้กับภาษา C++ ยังช่วยให้คุณเข้าใจและเรียนภาษาอื่นได้ง่ายขึ้น เช่น ภาษา C# ภาษา Java หรือ ภาษา PHP เป็นต้น

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา C++
  2. โครงสร้างของภาษา C++
  3. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  4. ค่าคงที่
  5. ตัวดำเนินการ
  6. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  7. คำสั่งควบคุม
  8. ฟังก์ชัน
  9. อาเรย์
  10. พอยน์เตอร์
  11. หน่วยความจำแบบไดนามิก
  12. โครงสร้างข้อมูล
  13. ประเภทข้อมูลอื่น
  14. คลาสและออบเจ็ค
  15. Type conversions
  16. Exceptions
  17. Preprocessor directives
  18. Input/output with files

ภาษา C#

นี่เป็นบทเรียนภาษา C# ในบทเรียนนี้คุณจะได้เรียนการเขียนโปรแกรมภาษา C# เบื้องต้น และไม่ได้ครอบคลุมถึง GUI ดังนั้นเราจะเขียนโปรแกรมกับ console application เท่านั้น เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับภาษา C# ในเบื้องต้น เช่น ตัวแปร ประเภทข้อมูล ตัวดำเนินการ ค่าคงที่ อาเรย์ ฟังก์ชัน และอื่นๆ นอกจากนี้คุณยังจะได้เรียนรู้แนวคิดแหละหลักการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุในภาษา C# ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการเขียนโปรแกรมในการที่จะพัฒนาโปรแกรมให้มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพมากขึ้นในการใช้คุณสมบัติต่างๆ ของ OOP

C# เป็นภาษาเขียนโปรแกรมแบบ multi-paradigm โดยมีรูปแบบกฎเกณฑ์และข้อบังคับในการเขียนที่เข้มงวด ซึ่งมีคุณสมบัติในการเขียนแบบฟังก์ชัน การเขียนทั่วไป และการเขียนโปรแกรมแบบออบเจ็ค มันถูกพัฒนาโดย Microsoft ภายใต้ .NET Framework โดยในการพัฒนาภาษา C# นี้ มีความตั้งใจให้มันเขียนง่าย ทันสมัย เป็นโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปและเป็นแบบออบเจ็ค C# เป็นภาษาเขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป การพัฒนานั้นนำทีมโดย Anders Hejlsberg และเวอร์ชันล่าสุดคือ C# 6.0 ซึ่งถูกเผยแพร่ในปี 2015

ในการพัฒนาของภาษา C# นั้นมีความตั้งใจว่าให้เป็นภาษาที่ง่าย ทันสมัย สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปและการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ การพัฒนาของภาษานั้นมีการสนับสนนสำหรับหลักการของ Software Engineering เช่น การตรวจสอบประเภทข้อมูลที่เข้มงวด การตรวจสอบขอบเขตของอาเรย์ หรือการพยายามใช้ตัวแปรที่ไม่ได้กำหนดค่า หรือการกำจัด collection ขยะอัตโนมัติ ความแข็งแรง ความทนทาน และคุณภาพของโปรแกรม และนอกจากนี้ C# ยังเป็นที่เข้าใจง่ายกับโปรแกรมเมอร์ผู้ที่คุ้นเคยกับภาษา C และภาษา C++

ภาษา C# ยังถูกออกแบบมาให้เขียนโปรแกรมแบบ GUI (Graphical user interface) สำหรับทำงานบน Windows Form และนอกจากนี้คุณยังสามารถพัฒนาเว็บแอพพลิเคชันและเว็บเซอร์วิสได้ ภายใต้ ASP.NET web framework ที่เป็น Open source จาก Microsoft และสำหรับบทเรียนของเรานั้นจะสอนในพื้นฐาน เพื่อให้คุณเข้าใจโครงสร้างของภาษาและแนวคิดในการเขียนโปรแกรมจากตัวอย่างต่างๆ ในบทเรียน

ภาษา C#

ในระหว่างการพัฒนาของ .NET Framework คลาสและไลบรารี่ต่างๆ ถูกเขียนขึ้นโดยระบบการจัดการโค้ดสำหรับการคอมไพล์ที่เรียกว่า Simple Managed C (SMC) ในเดือนมกราคม 1999 Anders Hejlsberg ได้ก่อตั้งทีมเพื่อสร้างภาษาใหม่ในเวลานั้น ทีเรียกว่า Cool ซึ่งเป็นคำย่อของ “C-like Object Oriented Language” ในเวลาที่โครงการ .NET ของ Microsoft ถูกเผยแพร่ในเดือนกรกฏาคม 2000 ในการประชุมของกลุ่มนักพัฒนามืออาชีพ ภาษาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น C# และคลาสไลบรารี่และ ASP.NET ได้ถูกเชื่อมเข้ากับ C#

หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนนี้แล้ว คุณจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับภาษา C# ทั้งในพื้นฐานและการเขียนโปรแกรมในขั้นสูง (OOP) และคุณจะสามารถใช้ความรู้นี้ในการต่อยอดเพื่อที่จะเขียนโปรแกรมภาษา C# ขั้นสูงได้ต่อไป เช่น การพัฒนาเกม การเขียน C# สำหรับ GUI หรือ Windows Form Application C# Graphics หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษา C# ใน ASP.NET และการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล

เนื้อหา

  1. แนะนำให้รู้จักกับภาษา C#
  2. โครงสร้างของภาษา C#
  3. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  4. ค่าคงที่
  5. ตัวดำเนินการ
  6. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  7. คำสั่งเลือกเงื่อนไข
  8. คำสั่งวนซ้ำ
  9. อาเรย์
  10. เมธอด
  11. คลาส
  12. ออบเจ็ค
  13. Encapsulation
  14. Inheritance
  15. Polymorphism
  16. Interfaces
  17. Namespaces
  18. Properties
  19. Structs
  20. Delegates
  21. Events
  22. Exception
  23. Enums
  24. Overloading Operators
  25. Generic Collections
  26. Preprocessor directives
  27. Threads
  28. Input/output with files

ภาษา Java

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมภาษา Java ตั้งแต่พื้นฐานและโครงสร้างของภาษา Java ตัวแปร ตัวดำเนินการ อาเรย์ string และการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP) คลาสและออบเจ็ค และคุณสมบัติต่างๆ ของออบเจ็ค อย่างไรก็ตามในบทเรียนนี้จะเป็นแบบ Console ทั้งหมด และไม่ได้ครอบคลุมในเรื่อง GUI เพื่อให้คุณมีพื้นฐานและเข้าใจหลักการเขียนโปรแกรมของภาษา Java ในเบื้องต้นก่อนที่จะศึกษาภาษา Java ในขั้นสูงต่อไป

Java เป็นภาษาเขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยสามารถทำงานได้พร้อมกัน เป็นภาษาที่สร้างมาจากคลาส และสนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบออบเจ็ค ถูกออกแบบมาให้พร้อมสำหรับการใช้งาน โดยมีเมธอดและคลาสช่วยอำนวยความสะดวกมากมาย ภาษา Java นั้นมีความตั้งใจว่าจะทำให้นักพัฒนาออกแบบและพัฒนาโปรแกรมน้อยลง นั่นคือการเขียนเพียงครั้งเดียว แต่นำไปใช้งานได้ทุกที่หรือทุกแพลตฟอร์ม

แอพพลิเคชันของภาษา Java นั้นโดยปกติแล้วจะคอมไพล์เป็น bytecode ที่สามารถรันได้ใน Java virtual machine (JVM) ขึ้นกับสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์นั้นๆ และใน ปี 2016 Java เป็นภาษาที่ได้รับความนิยมและใช้มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะการใช้พัฒนาเว็บแอพพลิเคชัน ภาษา Java นั้นพัฒนาโดย James Gosling ที่บริษัท Sun Microsystems (ปัจจุบันถูกซื้อกิจการเป็น Oracle Corporation) และเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1995 โดยภาษานั้นได้รับรูปแบบจากภาษา C และ C++ แต่ภาษา Java ถือว่าเป็นภาษาระดับสูงกว่าภาษาทั้งสอง

ต้นกำเนิดการอ้างอิงในการพัฒนาของ Java compiler virtual machines และคลาสไลบรารีในตอนต้นนั้นถูกเผรแพร่โดย Sun ภายใต้ลิขสิทธิที่เหมาะสม ใน May 2007 ในการปฏิบัติตามกับข้อระบุของ Java Community Process Sun ได้จดทะเบียนใหม่ในเทคโนโลยีของ Java เป็นจำนวนมากภายใต้ GNU General Public License และการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น GNU Compiler for Java (bytecode compiler) GNU Classpath (ไลบรารี่มาตฐาน) และ IcedTea-Web เวอร์ชันล่าสุดของ Java คือเวอร์ชัน 8 ที่สนับสนุนโดย Oracle ถึงแม้ในเวอร์ชันก่อนหน้าไ่ด้สนับสนุนโดย Oracle และบริษัทอื่น

โลโก้ของภาษา Java

หนึงของวัตถุประสงค์ในการออกแบบภาษา Java คือให้มันสามารถพกพาได้ ซึ่งหมายความโปรแกรที่เขียนในภาษา Java จะต้องสามารถรัยได้กับฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Java Runtime ซึ่งนี่บรรลุผลได้โดยการคอมไพล์โค้ดของ Java ให้อยู่ในรูปแบบการแสดงผลระดับกลางที่เรียกว่า Java bytecode แทนการแปลงไปยังภาษาเครื่องโดยตรง คำสั่งของ Java bytecode นั้นคล้ายคลึงกับภาษาเครื่อง แต่มันจะทำงานโดย virtual machine (VM) ที่เขียนเฉพาะสำหรับฮาร์ดแวร์แต่ละประเภท ซึ่งโดยปกติผู้ใช้ทั่วไปจะใช้ Java Runtime Environment (JRE) ที่ติดตั้งในเครื่องของพวกเขาสำหรับรัน Standalone Java applications หรือในเว็บบราวน์เซอร์สำหรับ Java applets นอกจากนี้ ภาษา Java ยังมีไลบรารี่มาตฐานในการพัฒนาแอพพลิเคชันในเรื่อง Graphics threading และ networking

หลังจากที่คุณเรียนจบบทเรียนนี้แล้ว คุณจะเข้าใจพื้นฐานการเขียนโปรแกรมภาษา Java ทั้งหมดตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงขึ้นถูก ในเรื่องของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ในบทเรียนของแต่ละตอนจะมีตัวอย่างของโปรแกรมสำหรับตอนนั้นๆ เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น และคุณสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดในขั้นสูงต่อไปในการเรียนรู้ภาษา Java เช่น Java GUI Java Graphics การพัฒนาเว็บไซต์ Java applet หรือ JSP หรือเน็ตเวิร์ค

เนื้อหา

  1. ทำความรู้จักกับภาษา Java
  2. โครงสร้างของภาษา Java
  3. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  4. ค่าคงที่
  5. ตัวดำเนินการ
  6. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  7. คำสั่งเลือกเงื่อนไข
  8. คำสั่งวนซ้ำ
  9. อาเรย์
  10. String
  11. Type Conversions
  12. เมธอด
  13. การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
  14. คลาสและออบเจ็ค
  15. Encapsulation
  16. Inheritance
  17. Polymorphism
  18. Interfaces
  19. Packages
  20. Access Modifiers
  21. Collections
  22. Exception
  23. Input/output with files
  24. Thread

ภาษา Visual Basic

นี่เป็นบทเรียนภาษา Visual Basic ในบทเรียนนี้คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา Visual Basic เช่น โครงสร้างของภาษา ตัวแปร ตัวดำเนินการ ฟังก์ชัน คลาสและออบเจ็ค และคุณสมบัติต่างๆ ในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ในบทเรียนของเราจะเป็นการโปรแกรมแบบ Console ทั้งหมด เพราะเราต้องการให้คุณเข้าใจพื้นฐานและโครงสร้างของภาษา Visual Basic ในการเขียนโปรแกรมขั้นสูงต่อไป ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้และลองทำจากตัวอย่างต่างๆ ในบทเรียน

Visual Basic .NET (VB.NET) เป็นภาษารุ่นที่สามในการเขียนโปรแกรมแบบ event-driven programming (การเขียนโปรแกรมที่ขึ้นกับเหตุการณ์) ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องมือพัฒนาจาก Microsoft เปิดตัวครั้งแรกในปี 1991 และได้รับการพัฒนาให้ดีมากขึ้นจนถึงปี 2008 โดย ภาษา Visual Basic นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้และง่ายต่อการใช้งาน ภาษา Visual Basic นั้นถูกพัฒนามาจากภาษา Basic ภาษาเขียนโปรแกรมที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น

ภาษา Visual Basic สนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมแบบ rapid application development (RAD) และ graphical user interface (GUI) การเข้าถึงฐานข้อมูล และอื่นๆ ที่ทำงานภายใต้ .NET Framework เวอร์ชันล่าสุดของ Visual Basic นั้นสนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุอย่างเต็มรูปแบบ และยังถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมเมอร์สามารถสร้างโปรแกรม GUI อย่างง่ายไปจนถึงซับซ้อน การเขียนโปรแกรมใน VB นั้นสามารถออกแบบได้โดยการลากและวางส่วนประกอบต่างๆ ของตัวควบคุมหรือฟอร์ม การระบุแอตทริบิวต์เพิ่มเติมสำหรับส่วนประกอบเหล่านั้น และเขียนโค้ดเพิ่มเติมสำหรับการทำงาน เพราะว่า VB ได้มีการกำหนดค่าแอตทริบิวต์และฟังก์ชันพื้นฐานในการทำงานของโค้ด โปรแกรมเมอร์จึงไม่จำเป็นที่จะเขียนโค้ดเป็นจำนวนมากในการพัฒนาโปรแกรม ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของหน้าออกแบบฟอร์มที่ว่างปล่าวใน Visual Studio 2015 ในภาษา Visual Basic

หน้าออกแบบฟอร์มที่ว่างปล่าวใน Visual Studio 2015 ในภาษา Visual Basic

VB 1.0 นั้นถูกแนะนำครั้งแรกในปี 1991 การออกแบบหน้าตาโดยการลากและวางนั้นได้รับการสืบทอดมาจากตัวสร้าง Prototype ที่พัฒนาโดย Alan Cooper และบริษัทของเขาชื่อว่า Tripod หละงจากนั้น Microsoft ได้ทำการติดต่อกับ Cooper เพื่อพัฒนา Tripod สำหรับระบบฟอร์มที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ ภายใต้โค้ดที่มีชื่อว่า Ruby (ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กับภาษา Ruby ในปัจจุบัน) ซึ่ง Tripod ไม่ได้รวมเกี่ยวกับภาษาเขียนโปรแกรมทั้งหมด Microsoft จึงตัดสินใจที่จะรวม Ruby กับ Basic เพื่อสร้างภาษา Visual Basic โดย Interfaces ของ Ruby เป็นตัวสร้างส่วนที่มองเห็นได้ด้วยสายตา (Visual) ของ Visual Basic และได้นำไปรวมกับ “EB” Embedded BASIC engine ที่ออกแบบโดย Microsoft Ruby ยังให้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับการโหลดไลบรารี่แบบไดนามิกส์ ที่สนับสนุนการควมคุมเพื่มเติมที่ภายหลังกลายมาเป็น VBX interface

โลโก้ของภาษา Visual Basic 2015

สำหรับบทเรียนนี้ การสอนจะเป็นแบบ Console program เพื่อที่จะได้เน้นส่วนที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญในภาษาให้ได้มากที่สุด หลังจากคุณเรียนจบแล้ว คุณสามารถที่จะนำความรู้เหล่านี้ ไปพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา Visual Basic ในขั้นสูงต่อไป และเราได้ครอบคลุมการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ และการใช้คุณสมบัติต่างๆ ของ OOP

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา Visual Basic
  2. โครงสร้างของภาษา Visual Basic
  3. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  4. ค่าคงที่
  5. ตัวดำเนินการ
  6. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  7. คำสั่งเลือกเงื่อนไข
  8. คำสั่งวนซ้ำ
  9. อาเรย์
  10. String
  11. Function Procedures
  12. Function Procedures II
  13. การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
  14. คลาส
  15. ออบเจ็ค
  16. Encapsulation
  17. Inheritance
  18. Polymorphism
  19. Interfaces
  20. Properties
  21. Delegates
  22. Events
  23. Structures
  24. Enums
  25. Collections
  26. Exception
  27. Directives
  28. Threads
  29. Input/output with files

ภาษา PHP

ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนภาษา PHP ในพื้นฐาน เช่น โครงสร้างของภาษา ตัวแปร ตัวดำเนินการ คำสั่งควบคุม อาเรย์ ฟังก์ชัน และการเขียนโปรแกรมภาษา PHP แบบออบเจ็ค คุณจะเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างคลาสและออบเจ็ค สำหรับการสอนในบทเรียนนี้จะเป็นแบบ Console และไม่ได้ครอบคลุมถึงการพัฒนาเว็บไซต์ ต่อไปมาทำความรู้จักกับภาษา PHP ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการเขียนโปรแกรม

PHP คือภาษาสำหรับทำงานด้านฝั่งของเซิร์ฟเวอร์ (server-side scripting) ถูกออกแบบมาสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ แต่มันก็ยังสามารถใช้เขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปได้ PHP ถูกสร้างโดย Rasmus Lerdorf ในปี 1994 โดยที่ PHP ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาโดยทีมพัฒนาของภาษา PHP ซึ่งคำว่า PHP นั้นย่อมาจาก Personal Home Page ซึ่งในปัจจุบันนั้นหมายถึง PHP: Hypertext Preprocessor

โค้ดของภาษา PHP นั้นสามารถฝังกับโค้ดของ HTML ได้ ซึ่งมันสามารถนำไปร่วมใช้ร่วมกับระบบเว็บเท็มแพลตที่หลากหลาย ระบบจัดการเนื้อหา (CMS) หรือเว็บเฟรมเวิร์ค การทำงานของภาษา PHP นั้นเป็นแบบ Interpreter ที่ถูกพัฒนาเป็นแบบโมดูลในเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือ Common Gateway Interface (CGI) โดยเซิร์ฟเวอร์จะทำการรวมโค้ดที่ผ่านการแปลผล และประมวลผลเป็นหน้าเว็บเพจ และยังสามารถทำงานได้บน Command-line interface (CLI) และนอกจากนี้ภาษา PHP ยังถูกนำไปพัฒนาแอพพลิเคชันทางด้านกราฟฟิก

Interpreter มาตรฐานของภาษา PHP นั้นได้รับการสนับสนุน Send Engine ซึ่งเป็นซอร์ฟแวร์ฟรีที่ให้ใช้ภายใต้ PHP License ภาษา PHP ได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ในทุกๆ ระบบปฏิบัติการและแพลตฟอร์ม และมันฟรี

Rasmus Lerdorf ผู้สร้างภาษา PHP

การพัฒนาของภาษา PHP นั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1995 เมื่อ Rasmus Lerdorf ได้เขียนโปรแกรม Common Gateway Interface (CGI) ในภาษา C หลายโปรแกรม ซึ่งเขาใช้มันสำหรับดูแลหน้าเว็บเพจของเขา เขาตั้งใจให้มันทำงานกับเว็บฟอร์ม และติดต่อกับฐานข้อมูล และเรียกการพัฒนานี้ว่า “Personal Home Page/Forms Interpreter” หรือ PHP/FI ซึ่ง PHP/FI สามารถช่วยสร้างหน้าไดนามิกส์เว็บแอพพลิเคชันอย่างง่าย เพื่อเพิ่มความสามารถในการรายงานปัญหาเพื่อปรับปรุ่งโค้ด Lerdorf ได้ประเภทเผยแพร่ PHP ครั้งแรกเป็น “Personal Home Page Tools (PHP Tools) version 1.0” ใน June 8, 1995 โดยการเผยแพร่ในครั้งนี้มีฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานที่มีในภาษา PHP จนถึงปี 2013 ที่ประกอบไปด้วย Perl-like variables การควบคุมฟอร์ม และความสามารถในการผังใน HTML

Rasmus Lerdorf นั้นไม่ได้ตั้งใจให้ PHP มาเป็นภาษาเขียนโปรแกรมใหม่ แต่มันเติบโตและเผยแพร่อย่างรวดเร็ว เขาได้กล่าวว่า “ฉันไม่รู้จะหยุดมันยังไง มันสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนภาษาใหม่ ฉันไม่รู้วิธีเขียนภาษาหนุ่งขึ้นมาใหม่จริงๆ ในตอนนี้ฉันเพียงแค่ทำมันต่อไปให้ดีที่สุด” กลุ่มนักพัฒนาเริ่มต้นในการพัฒนาฟอร์ม หลังจากทดสอบจากนั้น 1 เดือน เวอร์ชันเบต้า PHP/FI 2 ได้เผยแพร่ใน November 1997 ซึ่งในปัจจุบันภาษา PHP นั้นเป็นเวอร์ชัน 7.0 ซึ่งถูกเผยแพร่ใน December 2, 2016

หลังจากที่คุณได้เรียนจบบทเรียนนี้แล้ว คุณจะเข้าใจภาษา PHP ในพื้นฐานซึ่งมันเพียงพอในการนำไปต่อยอดเพื่อที่จะพัฒนาเว็บแอบพลิเคชันต่อไป ในการพัฒนาเว็บนั้นคุณจะต้องมีพื้นฐานทางด้านภาษา HTML CSS JavaScript หรือ Database

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา PHP
  2. การติดตั้งภาษา PHP
  3. โครงสร้างของภาษา PHP
  4. ตัวแปรและประเภทข้อมูล
  5. String
  6. ค่าคงที่
  7. อินพุต เอาต์พุต พื้นฐาน
  8. ตัวดำเนินการ
  9. ตัวดำเนินการ II
  10. คำสั่งเลือกเงื่อนไข
  11. คำสั่งวนซ้ำ
  12. อาเรย์
  13. อาเรย์ฟังก์ชัน
  14. ฟังก์ชัน
  15. String formatting
  16. การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ
  17. คลาส
  18. ออบเจ็ค
  19. Inheritance
  20. Encapsulation
  21. Interfaces
  22. Abstract classes
  23. Polymorphism
  24. Namespaces
  25. Exceptions
  26. Input/output with files

ภาษา Ruby

นี่เป็นบทเรียนภาษา Ruby ในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมในภาษา Ruby เราจะพูดถึงประวัติ โครงสร้างของภาษา ตัวแปร ตัวดำเนินการ เมธอด การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับออบเจ็คในภาษา Ruby เนื้อหาในบทเรียนจะเป็นการเขียนโปรแกรมแบบ Console application ซึ่งเป็นการรับค่าและแสดงผลผ่านทางข้อความเท่านั้น การสอนในรูปแบบนี้จะเน้นเพื่อให้คุณเข้าใจพื้นฐานของภาษาเป็นหลัก และหลังจากที่คุณเข้าใจมันดีแล้ว คุณจะสามารถนำไปต่อยอดกับการเขียนโปรแกรมแบบ GUI หรือแม้แต่เว็บแอพพลิเคชันได้อย่างไม่ยาก

Ruby คือภาษาเขียนโปรแกรมแบบไดนามิกส์และสามารถปรับแต่งโครงสร้างของมันเองได้ในขณะที่โปรแกรมทำงาน นอกจากนี้ มันยังเป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมเชิงวัติถุมาตั้งแต่กำเนิด (Object-oriented) และเป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไป มันถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นในช่วงกลางของ 1990s โดย Yukihiro Matsumoto ในประเทศญี่ปุ่น

Yukihiro Matsumoto ผู้สร้างภาษา Ruby

ตามที่ Matsumoto ได้บอกไว้ว่าภาษา Ruby นั้นได้รับอิทธิพลมาจากภาษา Perl, Smalltalk, Eiffel, Ada และ Lisp มันเป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมหลายรูปแบบ ซึ่งประกอบไปด้วยการเขียนโปรแกรมแบบฟังก์ชัน (Functional) การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุและเป็น Imperative นอกจากนี้ ภาษา Ruby ยังมีประเภทข้อมูลเป็นแบบไดนามิกส์และมีระบบการจัดการหน่วยความจำแบบอัตโนมัติ

สำหรับภาษา Ruby ในปัจจุบันนั้นมี Stable release อยู่ที่เวอร์ชัน 2.5 ดังนั้นในบทเรียนนี้ คุณจะได้เรียนเวอร์ชันนี้ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุดของภาษา และยังเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการสนับสนุนในปัจจุบันและมีคุณสมบัติต่างๆ มากมายซึ่งประกอบไปด้วย การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ การสืบทอดคลาส Mixins, Iterators, Closures, Exception handling และ Garbage collection

หลังจากเสร็จสิ้นบทเรียนนี้แล้ว คุณจะรู้จักและเข้าใจพื้นฐานของภาษา Ruby และสามารถเขียนโปรแกรมของคุณเองได้ ซึ่งการเข้าใจในพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้คุณสามารถนำไปต่อยอดสำหรับการเขียนโปรแกรมในระดับที่สูงขึ้น

เนื้อหา

  1. แนะนำภาษา Ruby
  2. การติดตั้งภาษา Ruby
  3. โครงสร้างของภาษา Ruby
  4. ออบเจ็ค ในภาษา Ruby
  5. ตัวแปรในภาษา Ruby
  6. ตัวแปรและขอบเขตของตัวแปร
  7. ประเภทข้อมูลในภาษา Ruby
  8. การรับค่าและการแสดงผล
  9. ตัวดำเนินการ
  10. คำสั่งควบคุมเงื่อนไข
  11. คำสั่งวนซ้ำ
  12. เมธอด
  13. อาเรย์

ที่มา : marcuscode.com

แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน